วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Robots that fly and cooperate


ก่อนอื่น เล่าให้ฟังก่อนว่า มันมี Web อยู่แห่งนึงชื่อว่า TED ...เดิมทีเขาเป็น Talk Show สั้นๆ ประมาณ 20 นาที ..เขาจะเอาคนที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จในแต่ละสาขาอาชีพ ทั้งโลกเลยนะ ..มาคุยให้ฟัง ซึ่งค่าบัตรเข้าฟังกับคนพูดตัวเป็นๆนี่แพงมาก ...แต่หลังจากนั้นเขาก็จะอัดเอาวิดีโอนั้นมา Post ให้ดูฟรี ผ่านเว็บของ TED Talks -- ถ้าใครว่างลอง Search Google เข้าไปดู มันน่าสนใจ "20 นาที จากการพูดของคลิ๊ปหนึ่ง อาจเปลี่ยนชีวิตคุณก็ได้" ของเมืองไทยก็มีนะ มูลนิธิไทคม เขาจัดปีละครั้ง เอาคนแต่ละอาชีพที่น่าสนใจมาพูดให้ฟังคนละ 20 นาที น่าสนใจดีครับ ,,,







ผมเอาตัวอย่างคลิปนี้มา มันน่าสนใจมากกับเทคโนโลยีสมัยนี้ซึ่งไปไกลมากจริงๆ การทำงานของหุ่นยนต์ ซึ่งนับวันยิ่งฉลาดเข้าทุกวัน (น่ากลัวนะครับ) ต่อๆไปเราอาจเห็นหุ่นยนต์แบบในหนังดังๆแบบฮอลลีวูดเกิดขึ้นเป็นของจริงก็เป็นได้ ,,,, 

















วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

ถอดบทเรียนยักษ์ล้ม-เกิดอะไรขึ้นกับ"โซนี่"




"โซนี่"เคยเป็นแบรนด์ที่ชาวญี่ปุ่นภาคภูมิใจแต่วันนี้อาณาจักรที่เคยมั่นคงกำลังซวนเซและยังไม่แน่ว่าจะกลับมายืนแถวหน้าได้อีกหรือไม่

ปัญหาที่รุมเร้าของโซนี่ สะท้อนผ่านการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูง โดย "คาซูโอะ ฮิราอิ" เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของโซนี่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา แทนที่ "โฮเวิร์ด สตริงเจอร์" อดีตซีอีโอต่างชาติที่พยายามจะกอบกู้อาณาจักรแห่งนี้ แต่ไม่เป็นผล

แม้ฮิราอิ จะให้คำมั่นว่า โซนี่จะต้องกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ แต่ถึงเวลานี้ ทั้งคนในและนอกองค์กรยังไม่อาจมั่นใจได้เต็มที่นัก เพราะโซนี่ ที่เคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงด้านเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ด้วยผลิตภัณฑ์สุดเจ๋งอย่างวอล์คแมน ทีวีไตรนิตรอน และถือครองกิจการโคลัมเบีย พิกเจอร์ส ตอนนี้กำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

"นิวยอร์ก ไทม์" ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนภาวะขาลงของเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ซึ่งครั้งหนึ่งบรรดา "เจแปน อิงค์" ที่ไม่ได้มีเพียงแค่โซนี่ ดูเหมือนจะไม่มีวันตาย แต่ทุกวันนี้ทั้งโซนี่และผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นรายอื่นต่างเผชิญกับแรงกดดันสารพัด ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งในเอเชียที่เพิ่มขึ้น เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาก และในกรณีของโซนี่ ปัญหาสำคัญ คือ การขาดไอเดียใหม่ๆ ซึ่งดูเหลือเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริง

ความยากลำบากของโซนี่ เห็นได้จากการที่บริษัทประกาศว่า ในปีนี้บริษัทอาจขาดทุนหนักหนากว่าที่ประเมินไว้ โดยอาจขาดทุนมากถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่โซนี่ไม่เคยทำกำไรได้เลยนับตั้งแต่ปี 2551 และเหตุผลก็อยู่ที่โซนี่ไม่มีผลิตภัณฑ์ยอดฮิตบุกตลาดเลยในรอบหลายปีมานี้

ราคาหุ้นของโซนี่ แตอยู่แถวๆ 1,444 เยน หรือราว 1 ใน 4 ของมูลค่าเมื่อทศวรรษก่อน และเมื่อสมัยวอล์คแมนอาละวาด ขณะที่มูลค่าตามราคาตลาดของโซนี่คิดเป็น 1 ใน 9 ของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และมีสัดส่วนแค่ 1 ใน 30 ของแอปเปิล

แม้แต่ในญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากยังคงภักดีต่อแบรนด์ ผู้บริโภคหลายรายเริ่มปันใจจากโซนี่ จังหวะก้าวที่ผิดพลาดของโซนี่ สะท้อนถึงเรื่องราวของบริษัทที่ภูมิใจในตัวเองมาก จนไม่ต้องการหรือไม่สามารถปรับตัวรับความจริงที่เกิดขึ้น โดยความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของโซนี่อยู่ที่ความล้มเหลวในการขี่ยอดคลื่นยักษ์ของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี นั่นคือ กระแสดิจิทัล ซึ่งเปลี่ยนสู่ยุคซอฟต์แวร์และอินเทอร์เน็ต

ทุกๆแนวรบของโซนี่ ไล่ตั้งแต่ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การสื่อสาร จนถึงเนื้อหา ยิ่งน่าปวดหัวมากขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่ๆ และความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างความขัดแย้งและแตกแยกภายในองค์กร

ที่จริงแล้ว โซนี่ มีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับสร้างสรรค์เครื่องเล่นเพลงแบบไอพอดได้ก่อนแอปเปิล เพราะผู้ก่อตั้งร่วม "อากิโอะ โมริตะ" มองเห็นการผนวกรวมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับเนื้อหาบนสื่อ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ ตั้งแต่ต้นยุค 1980 แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพราะฝ่ายวิศวกรคานอำนาจกับแผนกมีเดีย แต่ก็ได้คิดค้นระบบเครื่องเล่นเพลิงดิจิทัลของตัวเอง ที่ไม่เกี่ยวกับรูปแบบไฟล์เอ็มพี3 ซึ่งอาจกระทบต่อยอดดาวน์โหลดเพลงหรือทำร้ายศิลปิน

แต่กว่าโซนี่จะผลักดันให้แผนกต่างๆ ร่วมมือกันได้ บริษัทก็สูญเสียที่ยืนในธุรกิจทีวีและเครื่องเล่นเพลงพกพา ซึ่งจอแบนและไอพอดมาแรงมาก

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ จีน และที่อื่นๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และตัดราคาแข่งกับโซนี่และบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ไฮเอนด์รายอื่นๆ ดังนั้น เมื่อแบรนด์โซนี่ไม่เปล่งประกาย ก็เป็นเรื่องยากที่จะตั้งราคาสินค้าแบบพรีเมี่ยม

"ซี-จิน ชาง" ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "โซนี่ ปะทะ ซัมซุง: เรื่องราวการต่อสู้ของยักษ์อิเล็กทรอนิกส์สู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลก" ระบุว่า จุดนี้ โซนี่ต้องการกลยุทธ์ เป็นกลยุทธ์อะไรก็ได้ เพราะถึงอย่างไรก็ดีกว่าไม่มีเลย

หนึ่งในพื้นที่ที่โซนี่ยังประสบความสำเร็จในตอนนั้น คือ วิดีโอเกม ที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและโลกที่อินเทอร์เน็ตเป็นศูนย์กลาง "เพลย์สเตชั่น 3" เป็นระบบความบันเทิงในบ้านที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและทีวีได้ แต่ความล่าช้าในการพัฒนาเทคโนโลยีบลูเรย์ กลับทำให้คู่แข่งอย่างนินเทนโดและไมโครซอฟท์แซงหน้าไปไกล

กรณีของโซนี่ สะท้อนปัญหาที่หยั่งลึกของบริษัทที่เคยร่ำรวยนวัตกรรม ทว่าตอนนี้กลับขาดแคลนไอเดีย เมื่อบวกกับเงินเยนที่แข็งค่าจนกระทบการส่งออก และไม่สามารถแข่งขันเรื่องต้นทุนราคาถูก

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่นสูญเสียความเป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน ทั้งที่เมื่อ 10 ปีก่อน บริษัทเหล่านี้เป็นผู้กำหนดเทรนด์ผลิตภัณฑ์อย่างทีวี กล้องดิจิทัล เครื่องเล่นเพลงพกพา และคอนโซลเกม ผิดกับตอนนี้ที่บทบาทลดลงมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างแอปเปิลและซัมซุง



วัฒนธรรมองค์กร ที่มีแต่วิศวกรและผู้บริหารมั่นใจในตัวเองมากๆ ทำให้ไม่เกิดความร่วมมือระหว่างกัน และมีแนวคิดว่าการลดต้นทุนเป็นศัตรูของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแม้ในอดีตความเป็นอิสระตรงนี้มีความสำคัญ แต่สถานการณ์ตอนนี้แตกต่างไปมาก


นอกจากนี้ สินค้าของโซนี่ ยังมีมากเกินไป และบางทีก็แข่งกันเอง อาทิ ทีวีกว่า 30 รุ่น ซึ่งสร้างความสับสนให้ผู้บริโภค เทียบกับค่าย "แอปเปิล" ที่ผลิตมือถือแค่ 2 สี ซึ่งดีที่สุด รวมถึงกลยุทธ์ออนไลน์ที่บูรณาการแพลตฟอร์มเพลง หนัง และเกม ก็ใช้เวลานานกว่าจะปรับให้ใช้ร่วมกันได้


ความเป็นไปได้ที่โซนี่ จะเดินหน้าต่อคือ การลดไลน์ผลิตภัณฑ์ลง อาทิ ธุรกิจเคมีคัล แต่ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับชะตากรรมของธุรกิจทีวี ซึ่งแม้ซีอีโอป้ายแดงจะประกาศโฟกัส 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจอุปกรณ์พกพา อาทิ สมาร์ทโฟน แทบเล็ต ธุรกิจกล้องถ่ายภาพและกล้องวิดีโอ และธุรกิจเกม แต่เขาก็จะไม่ทิ้งทีวี ทั้งที่ขาดทุนมหาศาล





โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

ข้อคิดที่ได้จากครูอังคณา





สังเกตว่า Social Media ทำให้เวลาที่เราเสียไปในแต่ละวัน ล้วนแต่เสียให้ไปกับเรื่องของคนอื่น มากกว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเอง

เรื่องดราม่า คนด่าอันอันนู้น บ่นอันนี้ นินทาคนนั้นคนนี้ บางทีต้องถามตัวเองว่า จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้รึเปล่า มีสิ่งที่สำคัญกว่านี้ที่เราต้องรู้ แต่ดันไม่รู้รึเปล่า

"รู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ควรรู้"  




----------> "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่ " หากใครเล่นเฟซบุ๊กในช่วงค่ำวานนี้ (9 เม.ย.) คงทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น และสงสัยว่าประโยค "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ประโยคเด็ดที่แพร่ลามยิ่งกว่าไฟไหม้ทุ่งในชั่วข้ามคืน ทั้งในสื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และลามไปยังเว็บบอร์ดและเว็บไซต์ต่างๆ มีที่มาอย่างไร



วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

ให้เงินทำงานแทนเราทำ OT


Money Machine


ถ้าพูดถึงเงิน 20,000 บาท สำหรับใครบางคนก็คงไม่มากนัก แต่กับใครบางคนก็ไม่ง่ายเลยที่จะหามาได้... เรากำลังพูดถึง รายได้จำนวน 20,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นปี ก็ปีละ 240,000 บาท ...ด้วยเงินจำนวนเท่านี้ จริงๆ แล้วถ้าไม่ได้ใช้อะไรมากมาย ก็คงจะเพียงพอ กับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ของบางคน หรือบางครอบครัว อย่างสบายๆ 

             ผมจึงมีความคิดอย่างหนึ่งว่า ถ้าเราสามารถได้เงินจำนวนนี้ มาจากเงินปันผลในหุ้น (แน่นอนล่ะ มันต้องหัก ภาษี 10% ด้วย..เอาน่าอย่างเพิ่งไปคิดให้ปวดหัว) 

              หลักการ ก็คือว่า ถ้าเราวางเงินเก็บเย็นๆ ของเราไว้ในหุ้นของบริษัทฯ ที่มั่นคง ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง สามารถจ่ายปันผลให้เราได้อย่างต่อเนื่อง ได้ 20,000 บาท ทุกๆ เดือน หรือ ก็คือ 240,000 บาทต่อปี โดยที่เราไม่ต้องไปคอยดูราคา ซื้อๆ ขายๆ มันทุกวัน ... (... จริงดิ.. ได้อย่างนั้น ก็ เจ๋งสิ.... แล้ว มันจะเป็นไปได้ไหม... ) 

              สมมุติว่า เรามองหา ปันผล 6% ต่อปี เป็น เงิน 240,000 บาท ก็หมายความว่า เราต้องใช้ เงินต้น 4 ล้าน ในการลงทุนซื้อหุ้น และถือไว้นิ่งๆ ...แต่บริษัทฯ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีบริษัทฯ ไหนจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น ทุกเดือนแน่นอน จะมี ก็จ่ายปันผล ปีละ 1 ครั้ง หรือ ปีละ 2 ครั้ง หรือ ถ้าผลประกอบการดีจัด ก็อาจจะแถมให้อีกครั้ง เป็น 3 ครั้ง .. เราจึงต้องกระจายซื้อหุ้นบริษัทฯ หลายแห่ง เพื่อที่จะได้ ปันผลทุกเดือน หรือ ทุกๆ สองเดือน และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจาก Cycle ของกิจการต่างๆ ด้วย .. 

              บริษัทฯ ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้สูง มากกว่า 8% ต่อปี อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ในตลาดหุ้นตอนนี้มันช่างน้อยเหลือเกิน แต่ถ้าขยายวงออกไปให้เป็น มากกว่า 6% ย้อนหลังแค่ 3 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะมีให้เลือกมากหน่อย 

             แน่นอนว่า ในการเลือกลงทุน เราก็คงจะต้องเลือก บริษัทฯ ที่มีความมั่งคง มีผลประกอบการที่ดีด้วย และมีราคาหุ้น ที่ไม่สูงเกินกว่า มูลค่าที่แท้จริง มากจนเกินไป.. เพื่อที่จะได้เด้งที่สอง จากการเติบโตของมูลค่าหุ้นในอนาคต.. (อ่ะนะ ... หลักการดี ใครก็คิดได้ ทำยังไง ล่ะ...) 

             ก็ต้องทำการคัดตัวหุ้น เข้ารอบกันล่ะ โดยใช้ ค่า P/E , P/Bv, ROE, D/E ratio เหล่านี้ ต้องถูกนำมาพิจารณาประกอบการเลือก...ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของกิจการในช่วงที่ผ่านมา 

             และอีกสิ่งที่จะต้องพิจารณาด้วยก็คือ ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจรอบโลกกลมๆ ใบนี้ ซึ่งมีเกิดขึ้นให้เห็นเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินในสหรัฐ วิกฤติหนี้ของกลุ่มประเทศยุโรป และยังต้องคอยติดตาม นโยบายของรัฐที่จะออกมาในอนาคตด้วย ... 

              Criteria หรือ เงื่อนไขในการคัดกรองหุ้นของบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานดี นั้นก็มีตำรา บทวิเคราะห์ มากมายให้ค้นหากัน .. ใครจะใช้เงื่อนไขยังไงแบบไหน ก็ตามความเสี่ยงที่จะรับได้ หรือจะตามความชอบส่วนตัวก็แล้วแต่นะครับ เพราะนักลงทุนบางคน เขาไม่ลงทุนในกลุ่มบริษัทฯ ที่เขาไม่ถนัด ถึงแม้มันจะดีกว่าแค่ไหนก็ตาม เมื่อเราเลือกหุ้นเข้ามาใน Focus Group ของเราได้แล้ว 

             จากนั้นให้คะแนนด้านพื้นฐาน กับหุ้นของบริษัทฯ เหล่านั้น จาก 1-10 คะแนน โดยที่หุ้นที่ปัจจัย พื้นฐานน่าสนใจที่สุดตาม เงื่อนไขของเราที่ตั้งไว้ เช่น เราใช้ P/E , P/Bv, D/E และข้อมูลในการดำเนินกิจการในอนาคต เป็นตัวชี้วัดคะแนน 4 อย่าง ก็อย่างละ 10 คะแนน แล้วก็ทำ Criteria Score Card ขึ้นมาให้กับ ตัวชี้วัดทั้ง 4 ได้คะแนนเฉลี่ยออกมาเท่าไหร่ ก็ บันทึก ไว้ . 

               เราทำการให้คะแนนด้านพื้นฐานไปแล้ว ต่อไปก็ต้องมาให้คะแนน ด้านเทคนิค กันบ้างล่ะ แนะนำให้ใช้ Weekly Chart มาดูปัจจัยด้านเทคนิค เพื่อดูว่าหน้าตากราฟในภาพใหญ่ๆ มีรูปแบบกราฟของหุ้นเป็นยังไง บ้าง ดูน่าสนใจมากมาน้อยแค่ไหน...แล้วเราก็จะให้คะแนน ด้านเทคนิค จาก 1-10 คะแนน เช่นกัน
             ด้วยภาพทางเทคนิคในภาพใหญ่ หุ้นที่มีหน้าตาที่พร้อมวิ่งขึ้นได้อย่างแข็งแรงในตอนนี้ หรือในอนาคต ให้ 9-10 คะแนน
             หุ้นที่พักตัว หรือ sideway แต่มีแนวโน้มจะขึ้นได้ เพียงรอ Signal ก็ให้คะแนน 6-8
             ส่วนหุ้นที่หลับ หรือออกข้างแคบๆ ก็อาจจะให้คะแนน 4-5 คะแนน
             และหุ้นที่ออกอาการไหลลง ก็คงจะให้คะแนนน้อยกว่า 4 ไปตามลำดับความเลวร้าย 

           จากนั้น เราก็นำคะแนนพื้นฐาน และ คะแนนเทคนิค ก็มา Plot Metrix
ให้ Fundamental Score เป็นแกน X และ  Technical Score เป็น แกน Y 
ก็จะได้ หุ้น พื้นฐานดี 4 กลุ่ม ดังภาพ



ส่วนนักลงทุนแต่ละคนชอบหุ้นแบบไหน จะกระจายความเสี่ยงยังไง ก็จัดการไปตามความชอบและความต้องการของแต่ละคน เพราะอย่างไร หุ้นที่เราคัดมานั้นก็ล้วน เป็นหุ้นที่ ให้ปันผล มากกว่า 6% ต่อปีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งสิ้น ก็ ลองดูเป็น ไอเดีย ในการใช้ทุนที่มี วางลงไปให้ถูกที่ถูกทาง ...










ขอบคุณ พี่ปุย(Wave Rider) แห่งสำนัก S2M ,,,